ตัวช่วยผมดกหนาจากธรรมชาติ

ตัวช่วยผมดกหนาจากธรรมชาติ

                    ปัญหาผมบางนับเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีปัจจัยหลายอย่างที่กระตุ้นให้ผมของเราบางลงได้ ทั้งความเครียด ปัญหาฮอร์โมน โภชนาการไม่ดี ยาบางชนิด และการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งหลายคนอาจต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากไปกับไอเทมดูแลผมราคาแพงๆ แต่เราสามารถใช้ของใกล้ตัวมาเป็นตัวช่วยทำให้ผมหนาขึ้นได้ ลองมาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง ไข่แดงไข่แดงช่วยให้ผมแข็งแรง และยังเพิ่มความเงางามไปพร้อมๆ กัน เพราะเต็มไปด้วยโปรตีน วิตามิน และสารอาหารที่จำเป็น ให้ใช้ไข่แดงผสมมะนาวและน้ำผึ้ง หมักผมไว้ก่อนสระประมาณ 30 นาที ทำสักสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยให้เส้นผมสุขภาพดีขึ้น น้ำมันมะกอกการนวดด้วยน้ำมันมะกอกจะช่วยทำให้ผมหนาและดกดำขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติได้ เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญมากมาย ซึ่งเราสามารถใช้นวดลงไปบนหนังศีรษะเพื่อบำรุงและเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผมบ่อยๆ ได้เลย น้ำข้าวในน้ำข้าวมีสารอิโนซิทอลที่สามารถซ่อมแซมผมเสียได้ โดยจะเป็นตัวช่วยเสริมสร้างรากผมให้แข็งแรง ละทำให้เส้นผมเรียบตรง ทั้งยังช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผม วิธีการคือให้ต้มข้าวโดยใส่น้ำให้มากหน่อย แล้วกรองเอาน้ำข้าวเก็บไว้ในตู้เย็น หลังจากสระผม ให้เทน้ำข้าวลงบนผมแล้วนวดเบาๆ ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก ทำสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ กะทิในกะทิก็มีประโยชน์ไม่แพ้น้ำมันมะพร้าว เพราะเต็มไปด้วยสารอาหาร เช่น ธาตุเหล็ก ซีลีเนียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีประโยชน์ต่อเส้นผม กะทิจึงสามารถทำให้ผมแข็งแรง ชุ่มชื้น ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผม และลดผมร่วงได้ โดยให้ผสมกะทิ 1

Read More

8 พฤตกรรมที่ควรเลี่ยง ถ้าอยากผิวสวย

8 พฤตกรรมที่ควรเลี่ยง ถ้าอยากผิวสวย

 ปัญหาผิวแห้งกร้าน เกิดจากผิวได้รับเอนไซม์ไม่เพียงพอ  เอนไซม์มีส่วนช่วยในการผลัดเซลล์ผิว วันนี้เราจะพามาดูกันว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราแบบใดบ้างที่ทำให้ร่างกายใช้เอนไซม์ไปอย่างฟุ่มเฟือย ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย Cr.pic; www.freepik.com 1.รับประทานอาหารอย่างเร่งรีบ รวดเร็ว การรับประทานอาหารอย่างรวดเร็ว เคี้ยวไม่ละเอียด จะทำให้ร่างกายต้อหลั่งเอนไซม์ปริมาณมาก มาช่วยย่อยอาหาร นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพผิวแล้ว ยังทำให้เสี่ยงเป็นโรคไส้ติ่งได้อีกด้วย  ดังนั้นเราควรฝึกตัวเองให้เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ทานอาหารให้ช้าลง อย่างน้อย 15 นาทีต่อมื้อ ไม่ทานอาหารจุกจิก เช่น เมื่อตักอาหารเข้าปาก 1 คำ ให้เตือนตัวเองว่าเคี้ยวอาหารในปากให้ได้อย่างน้อย 30 ครั้งต่อคำ 2. รับประทานอาหารปริมาณมากในครั้งเดียว การทานอาหารมากไป ทำให้หลั่งเอนไซม์มาใช้ไม่ทัน เมื่ออาหารถูกย่อยไม่หมด ทำให้เกิดการเน่าเสียภายในลำไส้ได้ ทำให้เกิดจุลินทรีย์ก่อโรคเพิ่มจำนวนขึ้น ไม่ควรทานอาหารให้ อิ่มเต็มที่ แต่ควรรับประทานแค่พออิ่ม Cr.pic; www.freepik.com 3.รับประทานอาหารที่มีกรดไขมันทรานส์ ไขมันทรานส์ คือ กรดไขมันไม่ดี ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือ หัวใจขาดเลือด และยังกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้มากขึ้นด้วย ไขมันทรานส์เป็นไขมันสังเคราะห์ที่ไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจน จึงทำให้ร่างกายต้องหลั่งเอนไซม์ปริมาณมากเพื่อทำการย่อย แต่ถ้าผ่านการย่อยแล้ว สามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ ไขมันทรานส์ มักพบในอาหารฟาสต์ฟู้ด 4.รับประทานอาหารที่มีสารเจือปนและสารเคมี

Read More

ทำยังไงให้สวยเป๊ะ หลังฉีดโบท็อกซ์

ทำยังไงให้สวยเป๊ะ หลังฉีดโบท็อกซ์

                  คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนอยากดูดีอยู่เสมอ และถึงแม้ว่าเราจะดูแลตัวเองจากภายใน ทั้งกินอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย และบำรุงด้วยสกินแคร์แล้ว แต่หลายคนก็อาจจะอยากใช้วิทยาการทางการแพทย์เข้ามาช่วยด้วย โดยเฉพาะการ “ฉีดโบท็อกซ์” ที่ปัจจุบันได้รับความนิยมมาก เนื่องจากเห็นผลเร็ว และค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้ถึงกับแพงมาก                    สำหรับคนที่กำลังจะตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรก วันนี้เรามีสิ่งที่ควรรู้ก่อนฉีดโบท็อกซ์มาแนะนำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป๊ะปัง แถมยังปลอดภัย จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย พกหมากฝรั่งติดตัวไปด้วยนี่เป็นสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน คือวันที่จะไปฉีดโบท็อกซ์ ให้เตรียมหมากฝรั่งติดตัวไปด้วยหากต้องการฉีดเพื่อลดกรามให้หน้าเรียว หรือทำหน้าวี เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งในช่วงแรกหลังฉีดโบท็อกซ์เสร็จใหม่ๆ จะ ช่วยให้ตัวยากระจายเข้ากล้ามเนื้อได้ดี และทำให้การฉีดโบท็อกซ์เห็นผลเร็วยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงความร้อนหลังฉีดโบท็อกซ์ ใครที่ชอบนวดหน้า อบไอน้ำ ซาวน์น่า โยคะร้อน หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องเจอกับความร้อน ควรรีบไปทำก่อนวันที่นัดฉีดโบท็อกซ์ เพราะหลังฉีด 4 สัปดาห์ ไม่ควรทำกิจกรรมเหล่านี้เด็ดขาด เนื่องจากความร้อนจะส่งผลให้โบท็อกซ์สลายเร็วกว่าปกติ ไม่นอนราบหรือนอนคว่ำหลังฉีดโบท็อกซ์เสร็จ โดยทั่วไปคุณหมอจะให้งดนอนราบและนอนคว่ำ เป็นเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องนอนราบด้วย เช่น การนวดตัว นอนสระผมที่ร้านเสริมสวย สักคิ้ว ต่อขนตา ฯลฯ หากใครมีแพลนทำกิจกรรมเหล่านี้

Read More

เคล็ดลับความงามจากแป้งเด็ก

เคล็ดลับความงามจากแป้งเด็ก

                   สาวๆ หลายคนอาจมองข้ามแป้งเด็ก เพราะคิดว่าเป็นของใช้สำหรับเด็กๆ เท่านั้น แต่รู้หรือไม่ว่าแป้งเด็กไม่ได้มีประโยชน์แค่ไว้ทาตัวเด็กเท่านั้น แต่ยังทำประโยชน์ให้สาวๆ ได้อีกหลาย แถมยังช่วยประหยัดงบค่าเครื่องสำอางได้อีกด้วย วันนี้เราจึงรวบรวมเคล็ดลับควางามจากแป้งเด็ก ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาบอก เพิ่มความหนาให้ขนตาการใช้แป้งเด็กทาที่ขนตาก่อนปัดมาสคาร่า จะช่วยเพิ่มทั้งความหนาและความยาว โดยให้เคลือบแป้งเด็กลงบนขนตาก่อนที่จะปัด แป้งเด็กยังจะช่วยป้องกันรอยเปื้อนและทำให้ดูสวยงามอีกด้วย เซ็ตเครื่องสำอางเราสามารถใช้แป้งเด็กเซ็ตเครื่องสำอางให้อยู่ตัวได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อผลิตภัณฑ์ราคาแพงๆ เลย วิธีการคือ หลังแต่งหน้าเสร็จแล้ว ให้ใช้แป้งฝุ่นปัดลงไปในประมาณเล็กน้อยให้ทั่วหน้า เท่านี้ก็เรียบร้อย ช่วยให้ลิปสติกติดทนนานการใช้แป้งเด็กมาเป็นตัวช่วย จะทำให้ลิปสติกติดทนนานยิ่งขึ้น เริ่มจากทาลิปสติกลงไปชั้นหนึ่งก่อน จากนั้นก็วางทิชชูซับไปบนริมฝีปาก แล้วใช้แปรงชุบแป้งเด็กปัดลงไป ก่อนทาลิปสติกชั้นที่สองทับลงไปอีกครั้ง แค่นี้ก็ออกไปสวยเริ่ดแล้ว ปกปิดรอยแผล รอยขีดข่วนส่วนใครที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ  เช่น รอยมีดบาด หรือรอนแมวข่วน และอยากจะปกปิดร่องรอยเหล่านั้น ให้ใช้แป้งเด็กโรยลงบนรอยแผล แป้งเด็กจะสามารถช่วยปกปิดรอยแผลที่คนอื่นจะมองเห็นได้ ดูแลผิวยามแว็กซ์ขนสาวๆ คนไหนที่แว็กซ์อยู่เป็นประจำย่อมรู้ดีว่า ไม่ว่าจะแว็กซ์ตรงส่วนไหนของร่างกาย ก็ย่อมต้องรู้สึกเจ็บปวดจากการแว็กซ์บ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีผิวมัน วิธีการแก้ไขคือ ให้โรยแป้งเด็กลงไปก่อนที่จะทำการแว็กซ์ เพียงเท่านี้แว็กซ์ก็จะติดแค่ขนของเรา แต่โดนผิวหนัง ป้องกันกลิ่นจากเท้าอับชื้นสำหรับใครที่ชอบออกกำลังกาย แต่ไม่มีเวลาอาบน้ำทันทีหลังออกกำลังเสร็จ หรือจำเป็นต้องใส่รองเท้าทั้งที่เท้ายังชุ่มเหงื่ออยู่ ขอแนะนำให้โรยแป้งเด็กไว้ที่ด้านในของรองเท้า แป้งจะช่วยดูดซับเหงื่อและกลิ่นเท้าที่ไม่พึงประสงค์ได้                แถมให้อีกสักเคล็ดลับ ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับความสวยความงามโดยตรง สำหรับใครที่ไปเที่ยวทะเลบ่อยๆ

Read More

หน้าหนาว ผิวแห้ง แต่งหน้าไม่ติด ทำยังไงดี1

หน้าหนาว ผิวแห้ง แต่งหน้าไม่ติด ทำยังไงดี?

            ลมหนาวมาแล้ว อากาศแห้งๆ แบบนี้ หลายคนคงมีปัญหาแต่งหน้าไม่ติดกันบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะสาวๆ ที่เป็นคนผิวแห้งอยู่แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ปัญหากวนใจนี้จะหมดไป หากคุณทำตามทริกที่เรากำลังจะบอกต่อไปนี้ งดล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น รวมถึงการทำงานในห้องแอร์ที่มีอากาศแห้ง เป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวขาดน้ำมากกว่าปกติ และแต่งหน้ายากขึ้น นอกจากนี้ผิวคนเรายังต้องการน้ำจากภายในด้วย จึงควรดื่มน้ำให้มากในหน้าหนาว จะช่วยให้ผิวอิ่มฟู ชุ่มชื้น และแมตช์กับเครื่องสำอางได้ง่ายขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้นด้วยมอยส์เจอไรเซอร์หลังจากล้างหน้าแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเตรียมผิวให้พร้อม สำหรับคนที่หน้าแห้ง ควรลงครีมบำรุงก่อนแต่งหน้า ยิ่งผิวชุ่มชื้นมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้แต่งหน้าติดง่ายขึ้น มาสก์หน้าการมาสก์หน้าเป็นวิธีที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้อย่างเร่งด่วน ก่อนนอนแนะนำให้มาสก์ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที พอตื่นขึ้นมาผิวก็จะอิ่มน้ำ และช่วยให้แต่งหน้าติดมากขึ้น ใช้ไพรเมอร์เพิ่มการติดทนก่อนแต่งหน้าแนะนำให้ลงไพรเมอร์บางๆ เพราะจะช่วยให้เครื่องสำอางติดทนมากขึ้น แถมไพรเมอร์บางสูตรยังช่วยเบลอรูขุมขน ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นอีกด้วย แค่นี้ก็แต่งหน้าได้สวยกริบแล้ว เซตเมกอัพด้วยแป้งฝุ่นเมื่อแต่งหน้าครบทุกส่วนแล้ว อย่าลืมตบท้ายด้วยการใช้แป้งฝุ่น หรือแป้งไม่ผสมรองพื้น เซตเครื่องสำอางทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง เคล็ดลับคือให้ลงแป้งฝุ่นด้วยพัฟ โดยใช้พัฟแตะที่แป้งเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็กดแป้งลงบนหน้าเบาๆ โดยเน้นในจุดที่มีปัญหารองพื้นไม่ติดผิวมากเป็นพิเศษ เช่น จมูก หน้าผาก และใต้ตา เป็นต้น ใช้สเปรย์น้ำแร่เพิ่มความฉ่ำให้ผิวสำหรับใครที่มีปัญหาหน้าแห้ง แต่งหน้าไม่ติดหนักมาก ขอแนะนำอีกหนึ่งขั้นตอนที่ควรต้องทำเพิ่มระหว่างวัน นั่นก็คือ การฉีดสเปรย์น้ำแร่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยจะทำทั้งก่อนแต่งหน้าและหลังแต่งหน้าด้วยก็ได้ เพื่อล็อกให้เครื่องสำอางติดทนมากขึ้น

Read More

ขั้นตอนการถอนขนคิ้วด้วยวิธีง่ายๆ ไม่เจ็บ แถมยังสวยเป๊ะ

ขั้นตอนการถอนขนคิ้วด้วยวิธีง่ายๆ ไม่เจ็บ แถมยังสวยเป๊ะ

                  เพราะคิ้วคือมงกุฎของใบหน้า สาวๆ หลายคนเลยไม่สามารถปล่อยในคิ้วรกรุงรัง หรือไม่สวยได้ ต้องคอยถอนเพื่อแต่งทรงตลอด แต่การจะถอนขนคิ้วโดยไม่ให้เจ็บ แถมยังได้ทรงสวยนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยเช่นกัน วันนี้เราเลยมีขั้นตอนการถอนขนคิ้วมาฝากให้สาวๆ ได้เอาไปทำตามกัน มาดูเลยดีกว่าว่าต้องทำยังไงบ้าง ถอนคิ้วหลังอาบน้ำหากต้องการถอนขนคิ้วโดยไม่เจ็บ จะต้องถอนในช่วงที่รูขุมขนกำลังขยาย นั่นก็คือ หลังจากที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ หรือถ้าไม่อยากถอนหลังอาบน้ำ ก็สามารถใช้วิธีประคบอุ่นก่อนถอนคิ้วได้ด้วยเช่นกัน แนะนำให้ทาครีมเล็กน้อยก่อนถอน จะช่วยให้เส้นขนหลุดง่าย และไม่เจ็บ ไม่แดง เขียนแนวคิ้วหากต้องการให้คิ้วได้รูปสวยงาม แนะนำให้ใช้ดินสอเขียนคิ้วเขียนเป็นแนวก่อน หลังจากนั้นจึงลงมือถอนตามที่เขียนแนวไว้ และอย่าลืมถอยออกห่างจากกระจกเพื่อดูภาพรวมด้วย แปรงขนคิ้วให้ชี้ขึ้น ถ้าต้องการให้เห็นแนวคิ้วชัดเจน แนะนำให้ปัดขนคิ้วให้ชี้ขึ้นก่อน เพื่อจะได้ถอนคิ้วง่ายและแม่นยำขึ้น รวมถึงไม่ล้ำเข้าไปในจุดที่ไม่ได้ต้องการถอนด้วย ที่สำคัญคือ ควรถอนแค่ขนในส่วนที่อยู่ใต้คิ้วเท่านั้น ส่วนขนคิ้วที่อยู่เหนือคิ้วห้ามถอน ดึงผิวหนังให้ตึงการดึงผิวหนังให้ตึงก่อนถอน จะช่วยไม่ให้แหนบหนีบเนื้อ อีกทั้งยังช่วยให้เส้นขนตั้งขึ้นจนสามารถถอนให้หลุดออกมาได้ง่ายขึ้นด้วย เล็มขนคิ้วที่อยู่นอกแนวหลังจากถอนขนคิ้วเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ปิดงานด้วยการแปรงคิ้วให้ชี้ขึ้น จากนั้นก็ใช้กรรไกรปลายมนเล็มปลายคิ้วส่วนที่เกินออกจากแนว เพื่อที่คิ้วจะได้เป็นทรงและดูเป็นระเบียบมากขึ้น              นอกจากขั้นตอนทั้งหมดที่ได้แนะนำไปแล้ว การเลือกใช้แหนบที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่จะช่วยให้สามารถถอนคิ้วได้ง่าย เรียกว่าแหนบดีมีชัยไปกว่าครึ่งนั่นเอง แหนบที่มีรูปทรงจับถนัด กระชับมือ จะทำให้ถอนขนคิ้วได้สะดวก แต่ไม่แนะนำให้ใช้แหนบที่มีปลายบางและคม เพราะเสี่ยงระคายเคืองต่อผิวหนัง อาจทำให้ผิวหนังอักเสบได้ อีกทั้งปลายแหลมๆ ของแหนบ ก็ยังอาจตัดเส้นขนให้ขาดก่อนจะถอนหลุดอีกด้วย

Read More

เคล็ดไม่ลับบำรุงผิวฉบับไอดอลเกาหลี

เคล็ดไม่ลับบำรุงผิวฉบับไอดอลเกาหลี

        ทำไมไอดอลเกาหลี ถึงผิวสวยกันทุกคนเลย หน้าก็ใส หรือเป็นเพราะพันธุกรรมของเขาทำให้ผิวดีขนาดนี้ คำตอบก็คือ ส่วนนึงเป็นเพราะพันธุกรรม 30% แต่ 70% เป็นเพราะการดูแลตัวเองล้วนๆ ต่อให้พันธุกรรมเรื่องผิวดีแค่ไหน แต่ไม่มีการดูแลผิวให้สวยสมวัยอย่างสม่ำเสมอ ผิวของเราก็คงไม่สวยเท่าไอดอลเกาหลีจริงไหมคะ วันนี้เราเอาเคล็ดลับการดูแลผิวให้สวยเป๊ะปัง แบบฉบับไอดอลเกาหลีมาฝากค่ะ ตามมาดูกันดีกว่าค่ะว่าจะมีตัวไหนกันบ้าง~ cr.pic: https://sistacafe.com/       เริ่มจากสาวสุดฮอตคนแรก ที่ใครๆก็ต้องรู้จัก นั้นคือ โรเซ่ จากวง Blackpink girl groupอันดับ1ของเกาหลีในตอนนี้  โรเซ่ เป็นคนที่จริงจังกับการดูแลผิวหน้ามากๆ ถึงขั้นทำความสะอาดผิวในเช้าวันใหม่ครบ 10 ขั้นตอนเลยทีเดียว แล้ว10ขั้นตอนนั้น มีอะไรบ้างหล่ะ cr.pic: https://intrend.trueid.net 1. โรเซ่ใช้คลีนซิ่งน้ำนม คลีนซิ่งออยล์ เช่น Skin and Lab Medicica Comfort Cleanserที่อ่อนโยนต่อผิวหรือบาล์มอย่างHeimish Cleansing Balm บาล์มชื่อดังสำหรับล้างเครื่องสำอางอย่างหมดจด ที่เหมาะกับทุกสภาพผิว แต่จะเหมาะกับคนที่มีผิวธรรมดา หรือผิวแห้งมากที่สุด เพราะโรเซ่บอกว่าเธอเป็นคนผิวแห้ง คลีนซิ่งทั้งสองตัวนี้จะช่วนบำรุงผิวให้มีความชุ่มชื้น

Read More

อาบน้ำในอ่าง....อาบยังไงดีต่อผิว

อาบน้ำในอ่าง….อาบยังไงดีต่อผิว

อาบน้ำในอ่าง….อาบยังไงดีต่อผิว เราก็มักจะทำกันๆ ไปตามความเคยชิน จนบางครั้งก็อาจส่งผลเสียต่อผิวได้ วันนี้จึงมีคำแนะนำดีๆ มาฝาก สำหรับสาวๆ ที่ชอบ อาบน้ำในอ่าง ซึ่งจะใช้เวลาในการอาบนานกว่าการอาบจากฝักบัว และอาจเป็นการทำร้ายผิวของเราได้โดยไม่รู้ตัว ส่วนหนึ่งที่คนชอบอาบน้ำในอ่าง นั่นก็เพราะมันให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวได้มากกว่า ยิ่งเป็นน้ำอุ่นด้วยแล้ว ก็ยิ่งช่วยให้รู้สึกดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการอาบน้ำในอ่างที่เหมาะสมนั้น ควรทำดังนี้ เตรียมอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำไว้ใกล้ตัว เช่น สบู่ แชมพู ครีมนวดผม และผ้าเช็ดตัว เพื่อจะได้สามารถหยิบจับใช้งานได้สะดวก และไม่ทำให้เกิดการลื่นล้มระหว่างอาบน้ำได้ ทำความสะอาดอ่างอาบน้ำ ด้วยการใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำให้เปียกแล้วเช็ดให้ทั่วอ่าง เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกตกค้าง และคราบสบู่แชมพู รวมถึงเส้นผมที่หลงเหลือจากการอาบน้ำในครั้งล่าสุด ควรล้างตัวให้สะอาดด้วยฝักบัว ก่อนลงไปแช่ตัวในอ่าง เปิดน้ำให้เต็มอ่าง เพื่อให้สามารถลงแช่ตัวได้สะดวก โดยอุณหภูมิน้ำไม่ควรเกิน 40 องศา หรืออาจจะวัดอุณหภูมิคร่าวๆ ด้วยการลองหยดน้ำลงบนแขนด้านในก็ได้ สามารถเพิ่มความฟินขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการหยดน้ำมันหอมระเหยลงในอ่าง เพื่อความผ่อนคลายด้วยก็ได้ โดยควรหยดประมาณ 4-6 หยดก็เพียงพอ หรือหากใครอยากจะเพิ่มส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิวอย่างพวกน้ำนม หรือน้ำผึ้งด้วยก็ได้เช่นกัน ในการอาบน้ำแต่ละครั้ง ควรแช่ตัวในน้ำอุ่นแค่ประมาณ 10-15 นาที ก็เพียงพอต่อการผ่อนคลายแล้ว เพราะหากนานกว่านี้ อาจทำให้ผิวแห้ง หรือป่วยได้

Read More